อย่างไรก็ตาม เงินตราก็มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงรูปแบบต่างๆ เพื่อความสะดวกขึ้นอีกรวมทั้งความปลอดภัยในการพกพา และความ ปลอดภัยจากการที่จะถูกปลอมแปลงด้วย
ใช่ว่าเงินตราที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ จะสะดวกและปลอดภัยที่สุด ในปี พ.ศ.2547 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีคนคิดค้นสื่อกลางอีก รูปแบบหนึ่ง สามารถนำมาใช้แทน "เงินตรา" ได้อย่างดี และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายกันทั่วโลก และรู้จักกันในรูปแบบของ "บัตร อเนกประสงค์"
บัตรเครดิตสามารถให้ทั้งความสะดวกในการพกพา และปลอดภัยต่อการถูกโจรกรรมกับผู้ถือบัตรได้มากกว่า "เงินตรา" และใช้แทน เงินสดได้ไม่ต่างไปกว่าเงินตรา บัตรเครดิตยังแสดงฐานะทางการเงินที่น่าเชื่อถือให้กับผู้ถือบัตรได้อีกด้วย
นอกจากนี้ในประการที่เงินตราไม่มีก็คือ บัตรเครดิตสามารถมีเงินงอกเงยขึ้นจากการซื้อสินค้าด้วย เช่น การได้รับส่วนลดจากการ ใช้บัตรที่ผู้ออกบัตรเสนอให้ การได้ของขวัญของสมนาคุณจากการใช้บัตร หรือดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น ในขณะที่ยังไม่ถูกหักบัญชีหรือครบกำหนด ชำระเงิน
บัตรเครดิตมิใช่เพียงให้ประโยชน์กับผู้ถือบัตรเท่านั้น ผู้ที่ได้ประโยชน์อีกรายก็คือร้านค้า แม้ว่าร้านค้าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการ รับบัตรเครดิตบ้าง แต่เมื่อเทียบกับการได้ขายสินค้าผ่านบัตรเครดิตแล้ว เรียกว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม เพราะทำให้ผู้ที่ไม่ได้พกเงินสดติดตัวมามาก เพียงพอสามารถจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันร้านค้าที่ไม่รับบัตรเครดิต ก็ยากที่จะขายสินค้าได้ เพราะ ประชาชนส่วนใหญ่นิยมใช้บัตรเครดิตแทนเงินกันมากขึ้น
แต่ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือ ผู้ออกบัตรเครดิต ซึ่งมีทั้งที่เป็นธนาคารพาณิชย์หรือที่ไม่ใช่ธนาคาร (non bank) ประโยชน์ที่ เกิดขึ้นมาจาก ค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิตที่เรียกเก็บจากผู้ถือบัตร ค่าธรรมเนียมการรับบัตรเครดิต ที่ได้จากร้านค้า ค่าปรับที่เรียกเก็บ จากผู้ถือบัตร รวมทั้งดอกเบี้ยผิดนัดที่เกิดจากผู้ถือบัตรไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลา
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าผู้ถือบัตร ร้านค้าที่รับบัตร และธนาคารหรือบริษัทที่ออกบัตรเครดิต ต่างก็ได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราเรียกว่า "บัตรเครดิต" กันทั้งนั้น สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือการแข่งขันกันหาลูกค้าผู้ถือบัตรของผู้ออกบัตร มีทั้งหยิบยื่นประโยชน์ให้ ไม่ว่าจะเป็น การยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้า ของขวัญ รางวัลที่ให้กับผู้ถือบัตรเมื่อได้ใช้บัตรซื้อสินค้าถึงจำนวน และวงเงินที่กำหนด
นั่นคือมุมมองที่เห็นในส่วนของประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากบัตรเครดิต ในอีกมุมมองหนึ่งที่เห็นก็คือ ความเสียหาย หรือภัยที่เกิดขึ้นจาก บัตรเครดิต ต้องยอมรับว่าอะไรที่มีประโยชน์มาก ก็มีภัยอย่างมหันต์เช่นกัน
พิษภัยประการแรกที่เกิดขึ้นก็คือ ภัยที่เกิดขึ้นจากการก่ออาชญากรรมกับบัตรเครดิต เช่นการขโมยบัตร ขโมยข้อมูลในบัตรเครดิต การปลอมแปลงบัตรเครดิตของผู้อื่นแล้วนำไปใช้ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการเงิน เป็นภัยร้ายแรงต่อ ระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งผู้ออกบัตร ร้านค้า และผู้ถือบัตร ในแต่ละปีคิดเป็นมูลค่ามหาศาลทีเดียว
ในเรื่องของอาชญากรรมบัตรเครดิต ผู้ออกบัตรก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะป้องกันการปลอมแปลงบัตรเครดิต ด้วยการนำเอาแถบ รหัสแม่เหล็กซึ่งเป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ถือบัตรฝังลงในบัตรเครดิต แต่ก็ไม่อาจป้องกันได้ บัตรเครดิตปลอมยังมีให้เห็นกันตลอด
เคยมีผู้ออกบัตรรายหนึ่งทำเป็นหนังสือแจ้งกับผู้ถือบัตรของตนเองว่า ขอยกเลิกบัตรเครดิตที่ถือเพื่อออกบัตรให้ใหม่ เหตุผลเป็น เพราะผู้ถือบัตรนำบัตรไปใช้ซื้อสินค้าที่ประเทศเพื่อนบ้านประเทศหนึ่ง และเชื่อว่าบัตรเครดิตที่นำไปใช้ ถูกก๊อบปี้รหัสไปเรียบร้อยแล้ว ก็ ลองคิดดูซิว่า เมื่อผู้ถือบัตรไม่กล้าใช้บัตรในประเทศดังกล่าว โอกาสที่จะขายสินค้าได้ และโอกาสที่จะได้เงินตราต่างประเทศ จะหมดไป เท่าใด
จนในที่สุด วงการบัตรเครดิตก็มีความเห็นว่าจะฝังชิปลงในบัตรเครดิต เพื่อป้องกันการปลอมแปลง ก็ไม่รู้ว่าจะป้องกันได้แค่ไหน ก็ต้องรอดูกันต่อไป
ภัยประการต่อมาก็คือ เมื่อบัตรเครดิตสามารถใช้แทนเงินสดได้ บัตรเครดิตก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ถือบัตรเกิดความกล้า และอยากที่ จะซื้อ กระตุ้นให้ผู้ถือบัตรเกิดความสุรุ่ยสุร่ายใช้จ่ายเกินตัว หากผู้ถือบัตรไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถือบัตรเครดิต หลายๆ ใบ ปัญหาที่ตามมาก็คือเกิดหนี้สินล้นพ้นตัว สร้างความเดือดร้อนให้กับครัวเรือนเพราะค่าปรับและดอกเบี้ยทำให้ผู้ถือบัตรต้อง แบกภาระหนี้สินเกินกว่าเงินต้นหลายเท่า เมื่อมีปัญหาการชำระหนี้ก็ต้องหันไปกู้เงินนอกระบบมาใช้คืน ปัญหาหนี้นอกระบบก็ตามมาอีก ซึ่งจะรุนแรงกว่าเก่ามากนัก นี่คือความเสียหายในด้านของผู้ถือบัตร
เมื่อผู้ถือบัตรไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผลกระทบย่อมหนีไม่พ้นผู้ออกบัตร เพราะได้ชำระหนี้ให้กับร้านค้าไปก่อนแล้ว เมื่อการเรียกเก็บ ไม่เป็นผล ผู้ออกบัตรก็ต้องว่าจ้างให้ทนายความฟ้องเป็นคดีต่อศาล และต้องว่าจ้างคนติดตามทวงหนี้ต่อไป ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิต ไตรมาส 1 ปี พ.ศ.2548 ว่า ธนาคารพาณิชย์ไทย มียอดค้าง 44.5 ล้านบาท เพิ่มจากไตรมาส 1 ปี พ.ศ.2547 จำนวน 17.18 ล้านบาท
ธนาคารพาณิชย์ต่างชาติ มียอดหนี้ค้างชำระ 23.02 ล้านบาท เพิ่มจากไตรมาส 1 ในปี พ.ศ.2547 เป็นเงิน 16.18 ล้านบาทและนอนแบงก์ 51.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 พ.ศ.2547 เป็นเงิน 28.91 ล้านบาท ในขณะที่รายงานเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2548 ระบุว่ามียอดสินเชื่อคงค้างรวม 118,581.-ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว 124.91 ล้านบาท
จุดมุ่งหมายของการออกบัตรเครดิตคือ ความไว้วางใจของผู้ออกบัตรต่อผู้ถือบัตรว่าจะอยู่ในระดับใด โดยมีวงเงินเป็นตัวกำหนด และจะกำหนดด้วยชนิดของบัตร ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ผู้ถือบัตรไม่ต้องพกเงินเป็นจำนวนมาก โดยผู้ออกบัตรจะเป็นผู้ทำหน้าที่ชำระเงินค่าสินค้า และบริการให้ก่อน และเมื่อครบรอบบัญชีผู้ถือบัตร ก็จะต้องชำระให้กับผู้ออกบัตร เป็นวงจรอยู่อย่างนี้ โดยมิได้มีความประสงค์ให้ผู้ถือบัตร ต้องใช้เงินเกินตัว
แต่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือทุกผู้ออกบัตรไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ไทย ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ หรือผู้ออกบัตรที่ ไม่ใช่ธนาคาร(non bank) ต่างพยายามส่งพนักงานออกไปชักชวนสนับสนุนให้มีการถือบัตรเครดิตของตนเอง โดยไม่คำนึงว่าผู้ที่ไปชักชวน นั้นจะถือบัตรอยู่แล้วหรือไม่ กี่ใบ พร้อมทั้งแข่งขันกันให้ของสมนาคุณ
โดยปกติการให้สินเชื่อของธนาคาร จะมีหลักประกันที่คุ้มกับหนี้ แต่ในขณะเดียวกันการให้ลูกค้าผ่อนชำระ ธนาคารหรือสถาบันการ เงินจะไม่ยอมให้ลูกค้าผ่อนชำระเกินกว่าร้อยละ 30 ของรายได้ ดังนั้น ธนาคารหรือสถาบันการเงินจะรับรู้และเข้าใจในฐานะของลูกค้าเป็น อย่างดี โอกาสที่หนี้จะสูญก็เป็นไปได้ยาก เนื่องจากรายได้ของลูกค้าสามารถชำระหนี้ได้และคงไม่ยอมให้หลักประกันถูกยึด กรณีเช่นนี้ถึง แม้หนี้จะสูญก็เป็นส่วนน้อย
แต่หนี้บัตรเครดิตไม่เป็นเช่นนั้น การออกบัตรเครดิตของธนาคารและที่ไม่ใช่ธนาคาร เป็นเรื่องที่ผู้ออกบัตรหยิบยื่นเครดิต ให้ผู้ถือ บัตรนำไปใช้ซื้อสินค้า และบริการก่อน โดยที่ผู้ออกบัตรมิได้มีหลักประกันแต่อย่างใด ผู้ถือบัตรสามารถมีเครดิตซ้ำซ้อนจากผู้ออกบัตรหลาย ราย ในขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้คงมีเพียงเท่าเดิมเช่นผู้ถือบัตรรายหนึ่งมีวงเงินบัตรเครดิต 2 แสนบาท แต่การที่มีบัตรเครดิตถึง 10 ใบ ทำให้สามารถมีวงเงินได้ถึง 2 ล้านบาท นี่คือความผิดพลาดของผู้ออกบัตรที่มีส่วนในการกระตุ้นให้มีการสร้างหนี้เกินกว่าฐานะ โดยไม่มีความจำเป็นคงต้องยอมรับว่าบัตรเครดิตมีความจำเป็นสำหรับผู้มีรายได้ในระดับหนึ่ง และก็คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องถือเกินกว่า 1 ใบ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ ผู้ถือบัตรจำนวนมากถือบัตรคนละหลายๆ ใบ บางรายมีบัตรเครดิตถึง 10 ใบ ซึ่งจากการสำรวจ เมื่อเร็วๆ นี้ คนไทยถือบัตรเฉลี่ยคนละ 1.3 ใบการออกบัตรเครดิตคงจะต้องนำหลักการของการให้สินเชื่อของสถาบัน การเงินมาปรับ ใช้ดูบ้าง การออกบัตรเครดิตให้กับผู้ถือบัตรรายใดรายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรายเดียวหรือหลายรายออกให้ เครดิตของผู้ถือบัตร น่จะอยู่ที่ วงเงินตามฐานะของผู้ถือบัตรไม่ว่าจะถือกี่ใบก็ตาม เช่น ผู้ถือบัตรมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท ผู้ออกบัตรรายแรกอาจให้เครดิต ในวงเงินถึง 5 เท่า คือ 150,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นปกติของธุรกิจบัตรเครดิต แต่ที่ไม่ปกติก็คือผู้ออกบัตรรายต่อๆ มา อาจจะถึง 5 ราย ก็ให้เครดิตเช่นเดียวกันคือ 5 เท่า ทำให้ผู้ถือบัตรมีเครดิตสูงถึง 30 เท่าของเงินเดือน อย่างนี้ไม่ปกติแน่
ถึงเวลาแล้ว ที่ธนาคารหรือไม่ใช่ธนาคารที่ทำหน้าที่ออกบัตรเครดิต ควรจะต้องกลับมาใช้ข้อมูลของลูกค้าร่วมกัน และช่วยกันจำกัด มิให้ลูกค้ามีเครดิตเกินตัว เพราะเครดิตที่ให้มากเกินไปนั้น ไม่ต่างกับการยื่นภัยพิบัติให้กับผู้ถือบัตร ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงความเสียหาย ต่อครัวเรือน ต่อระบบสังคม และระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วย




